fbpx

แนวโน้มนโยบายต่างประเทศต่อภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ในยุคมังกรผงาด ของว่าที่ ปธน. โจ ไบเดน

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2020 เป็นที่จับตามองจากคนทั่วทุกมุมโลก เพราะเหตุการณ์นี้ไม่ได้สำคัญต่อคนแดนมะกันเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองโลก ทั้งกับคู่แข่งคนสำคัญอย่างจีน สันติภาพในตะวันออกกลาง และอาจหมายรวมถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดยุทธศาสตร์เก่าช่วงสงครามเย็น ที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นสมรภูมิแข่งขันด้านอิทธิพลกับจีน 

The Educative อยากชวนทุกท่านมาฟังนักวิเคราะห์ที่มาร่วมลงความเห็นคาดการณ์ถึงแนวโน้มนโยบายต่างประเทศบนดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุค ปธน.สหรัฐฯ ไบเดน ว่าจะหมู่หรือจ่า หรือเคลื่อนที่ไปในทิศทางไหนกันในวันที่มังกรผงาด 

ยุคโอบามาถึงทรัมป์ จากหนึ่งมิตรชิดใกล้สู่ความเหินห่าง 

ภาพรวมของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อประเทศในกลุ่มเอเชียอาคเนย์ยุคโอบามาถึงทรัมป์นั้น สองยุคนี้มีความแตกต่างกันพอควร แม้ว่าทั้งสองคนจะมองว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญในการคานอิทธิพลของรัฐบาลปักกิ่งก็ตาม แต่ในยุคของโอบามา ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ ค่อนข้างแนบชิดกับผู้นำประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่ายุคทรัมป์อย่างชัดเจน โดยนโยบายที่สำคัญยุคโอบามา คือนโยบายปักหมุดเอเชีย (Pivot to Asia) ซึ่งมุ่งสร้างความร่วมมือกับประเทศในเอเชียแปซิฟิก นำโดยข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (TPP) โดยมีสมาชิกประเทศทั้งหมด 12 ประเทศ และมีประเทศอาเซียนเข้าร่วมข้อตกลงนี้ด้วยกัน 4 ประเทศ คือ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม และมาเลเซีย โอบามายังเป็นหัวหอกต่อต้านการถือครองอธิปไตยเหนือเขตแดนทางทะเลจีนใต้ของรัฐบาลปักกิ่ง 

นอกจากนี้ โอบามายังขยันเข้าหาบรรดาผู้นำอาเซียนอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการเข้าร่วมประชุมครั้งสำคัญอย่าง การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ หรือ U.S.-ASEAN Summit การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนอย่าง ASEAN Summit รวมถึงการเปิดบ้านต้อนรับผู้นำจากอาเซียนหลายครั้งหลายครา และที่ลืมไม่ได้เลยคือการเยือนเวียดนามครั้งประวัติศาสตร์ของโอบามา 

ไมเคิล กรีน รองประธานอาวุโสฝ่ายกิจการเอเชียของสถาบันศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเกียวโด เมื่อปี 2016 ระบุว่า “ต้องยกเครดิตให้โอบามาในการกระชับความสัมพันธ์กับอาเซียนได้ใกล้ชิดที่สุดนับตั้งแต่สงครามเวียดนามเป็นต้นมา”

ภาพจาก ASEANMP

เมื่อเข้าสู่ยุคของทรัมป์ ภาพรวมการต่างประเทศในยุคนี้ถือว่าเอาแน่เอานอนไม่ได้ และมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา และเมื่อเทียบทางการทูตกับอาเซียนสมัยโอบามาแล้ว ต้องบอกว่าสมัยทรัมป์ค่อนข้างห่างเหินกับภูมิภาคอาเซียนมากทีเดียว แม้ว่าช่วงแรกของการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ทรัมป์เคยสัญญากับกลุ่มประเทศอาเซียน และพันธมิตร ว่าจะช่วยสนับสนุน โดยจุดมุ่งหมายคือการเพิ่มอิทธิพลในภูมิภาคเพื่อคานอำนาจกับรัฐบาลปักกิ่ง แต่ก็เล่นประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงทางการค้า TPP เป็นผลให้นโยบายปักหมุดเอเชียในสมัยโอบามาไปไม่เป็น จนเปิดทางให้อิทธิพลของจีนในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น  

นอกจากนี้ ทรัมป์ไม่ขยันพบปะสังสรรค์กับบรรดาผู้นำอาเซียนเท่าใดนักเมื่อเทียบกับยุคโอบามา โดยทรัมป์เข้าร่วมประชุมผู้นำอาเซียนเพียงแค่ครั้งเดียวคือในปี 2017 ส่วนในปี 2018 ทรัมป์ส่งตัวแทนคือไมค์ เพนซ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนที่สิงคโปร์ ขณะที่ช่วงปลายปี 2019 ทรัมป์ลดระดับผู้แทนเข้าร่วมการประชุม U.S.-ASEAN Summit โดยส่งเพียงแค่โรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาร่วมปะชุม จนการประชุมครั้งนั้น ผู้นำชาติส่วนใหญ่ในอาเซียน 7 ใน 10 ประเทศ ได้ร่วมบอยคอตไม่มาประชุมครั้งนี้ มีเพียงแค่ไทย ประธานอาเซียนขณะนั้น และเวียดนาม รองประธานอาเซียน และลาว ที่ผู้นำมาร่วมประชุมด้วยตัวเอง 

ทีนี้ต้องบอกว่า การที่ผู้นำมาเข้าร่วมประชุมด้วยตัวเองค่อนข้างมีความสำคัญในระดับการประชุมนานาชาติ เพราะผู้นำของชาตินั้น ๆ คือคนที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจด้านนโยบาย แต่การที่สหรัฐฯ ส่งเพียงแค่ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ทำให้การประชุมที่จัดขึ้นถูกลดทอนความสำคัญไปโดยปริยาย และใน ASEAN Summit ผู้นำชาติสมาชิกจะเป็นผู้เดินทางมาร่วมประชุมด้วยตัวเองน่าจะแทบทุกครั้งก็ว่าได้ การที่กระทำของทรัมป์อีกนัยหนึ่งจึงถูกมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติชาติสมาชิกอื่น ๆ สุดท้ายก็เป็นผลให้ผู้นำชาติอาเซียนส่วนใหญ่จึงส่งเพียงแค่ระดับตัวแทนเข้าร่วมประชุม ตรงจุดนี้ค่อนข้างต่างจากโอบามาที่เข้าร่วมประชุมดังกล่าวเกือบทุกปี ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมาจนหมดวาระ ยกเว้นในปี 2013 ที่เกิดภาวะชัตดาวน์ทำเนียบขาว นอกจากนี้ การขาดทรัมป์ในที่ประชุม ยังนำมาซึ่งข้อกังขาถึงจุดยืนของสหรัฐฯ บนพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ความฉงนงงงวยในนโยบายการทูตของทรัมป์อีกอย่าง คือ แม้ว่าจะตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับจีนตั้งแต่ไก่โห่ แต่ผลจากนโยบาย American First ทำให้สหรัฐฯ มักจะมีมาตรการกดดันประเทศที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ด้วยวิธีต่าง ๆ นานา เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ จนความสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรเพื่อสกัดอิทธิพลจีนในประเทศกลุ่มอาเซียนไม่คืบหน้าอย่างที่คาดหวัง โดยล่าสุดก่อนหมดวาระของพี่ทรัมป์ ทางสหรัฐฯ ก็เพิ่งตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP แก่พี่ไทยครั้งที่ 2 เพิ่มรายการสินค้า 231 รายการ จากเดิม 573 รายการ เริ่มมีผลช่วง 30 ธันวาคมที่จะถึงนี้ เหตุผลหลักมาจาก United States Trade Representative (USTR) กล่าวหาไทยว่ามีการกีดกันการนำเข้าเนื้อสุกรที่มีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง “แร็กโตพามีน” จากสหรัฐฯ ซึ่งการตัดสิทธิ์ดังกล่าวทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องรับแบกต้นทุนภาษีส่งออกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตัดสิทธิ์ครั้งนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ มากนัก 

อีกประเทศอาเซียนที่อยู่ในความสัมพันธ์อธิบายยาก ไม่รู้ว่าจะรักหรือจะเกลียด คือ เวียดนาม สมัยทรัมป์ เพื่อเรียกความเชื่อใจจากประเทศในอาเซียน ทรัมป์เคยเลือกสิงคโปร์ และเวียดนาม เป็นโฮสต์จัดการประชุมหาแนวทางปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างคิม จองอึน และโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เมื่อ ต.ค.ที่ผ่านมาอีกเช่นกัน สหรัฐฯ เพิ่งดำเนินมาตรการสอบสวนกับเวียดนามกรณีปั่นค่าเงินด่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกรรมการซื้อขายรถยนต์ ทั้งนี้ ก็มีการคาดการณ์ว่า การยกประเด็นนี้ขึ้นมานั้น เป็นเพราะเวียดนามถือเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ เองก็มียอดขาดดุลการค้ากับเวียดนามถึง 3.48 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ โดยนับจากต้นปีถึงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นยอดขาดดุลสูงสุดรองจากการขาดดุลกับจีน เม็กซิโก และสวิตเซอร์แลนด์นั่นเอง ถ้าการตรวจสอบพบว่าผิดจริง ก็จะมีมาตรการเพิ่มภาษีนำเข้าจากเวียดนาม 

นักวิจารณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ความเห็นว่า นี่เป็นการเดินเกมของสหรัฐฯ ที่ไม่สวยเท่าใดนัก เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังช่วงชิงพันธมิตรและฟื้นฟูอิทธิพลเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนในเอเชียอาคเนย์ แต่การทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐฯ และเวียดนาม-สหรัฐฯ พัฒนาขึ้นได้ยาก และไม่ใช่ว่าประเทศในอาเซียนไม่ต้องการอิทธิพลสหรัฐฯ อย่างเวียดนามก็ต้องการให้สหรัฐฯ มาคานอำนาจกับจีนบนข้อพิพาททะเลจีนใต้ แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ทำ ก็ทำให้เวียดนามกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย  

เอาไงต่อ ? กับการทูตยุคไบเดน

สำหรับการทูตยุคไบเดนนั้น มีการตั้งคำถามว่า ยุคไบเดนจะดำเนินนโยบายต่อภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ไปทิศทางไหน และจะเปลี่ยนนโยบายยุคทรัมป์อย่างไรบ้าง 

สิ่งที่นักวิเคราะห์ต่างฟันธง หากโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต เข้าป้ายเอาชนะทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 นั้นจะมีนโยบายการทูตที่สุขุม เป็นระเบียบแบบแผน คงเส้นคงวา ไม่เปลี่ยนไป-มาให้สับสนเหมือนอย่างสมัยทรัมป์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ชาติสมาชิกอาเซียนสามารถดำเนินวางยุทธศาสตร์นโยบายระยะยาวได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการวางตัวง่ายขึ้นในสงครามอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ-จีน 

ข่าวดีสำหรับประเทศกลุ่มอาเซียน คือ มีสัญญาณล่วงหน้าว่าสหรัฐฯ พร้อมกลับมาพัฒนาความสัมพันธ์ในอาเซียนอย่างจริง ๆ จัง ๆ อีกครั้ง โดยที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายการต่างประเทศอย่าง แอนโทนี บลินเคน ได้กล่าวว่า “ไบเดนพร้อมจะปรากฏตัวและเข้าร่วมการประชุมกับอาเซียนเมื่อมีประเด็นที่สำคัญที่ต้องร่วมถกเถียงกัน” 

ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ

การให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์กับอาเซียน จะเกี่ยวโยงกับประเด็นที่วอชิงตันยังมองว่า เอเชียอาคเนย์ยังเป็นภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญในการต่อต้านอิทธิพลมังกรแดงตัวนี้อยู่ โดย Sebastian Strangio บรรณาธิการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ “The Diplomat” มีความเห็นว่านโยบายการทูตที่ในสมัยไบเดนน่าจะเหมือนกับสมัยทรัมป์ คือ การดำเนินนโยบายการทูตกดดันจีนเต็มรูปแบบ ซึ่งต่อเนื่องจากสมัยทรัมป์นั่นเอง ไม่ปล่อยให้รัฐบาลปักกิ่งทำอะไรตามอำเภอใจได้โดยง่าย ซึ่งประเด็นส่วนใหญ่ที่วอชิงตันจะหยิบขึ้นมาโจมตีจีนนั้น ก็จะเป็นประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างสันติที่ฮ่องกง ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ ประเด็นเขื่อนแม่น้ำโขงที่สหรัฐฯ กล่าวหาจีนสร้างเขื่อนดักต้นน้ำ ทำให้ประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ปลายน้ำต้องประสบภัยแห้งแล้ง รวมถึงการอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำทะเลจีนใต้ 

นอกจากนี้ ประเทศกลุ่มเอเชียอาคเนย์น่าจะได้ประโยชน์จากการลงทุนและความช่วยเหลือจากพญาอินทรี เพื่อจะเข้าช่วงชิงพันธมิตรและคานอำนาจกับรัฐบาลปักกิ่งบนดินแดนยุทธศาสตร์แห่งนี้ ในปีที่แล้ว (2019) รัฐบาลนำโดยทรัมป์ได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือพหุภาคี U.S.-Mekong Initiative เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ จะจัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน จำนวน 153 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4,775 ล้านบาท ตลอดจนการสนับสนุนความร่วมมือในโครงการต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (ไทย พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา) เพื่อมาแข่งกับ “กลไกแม่โขง-ล้านช้าง” (Mekong-Lancang Cooperation Mechanism) ซึ่งเป็นโครงการที่นำโดยจีนนั่นเอง ก็ต้องมาดูว่าไบเดนที่ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป จะจัดการกับโครงการนี้ต่อไปอย่างไร หรือว่าตัวไบเดนอาจจะนำกรอบข้อตกลง TPP กลับมาเจรจาใหม่อีกครั้ง เพื่อซื้อใจประเทศในเอเชียอาคเนย์รึเปล่า ซึ่งเรื่องนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไป 

ข้อท้าทายของไบเดน คือไบเดนมีแนวโน้มว่าจะใช้นโยบายทางการทูตโดยเน้นคุณค่าเสรีนิยมประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนเป็นตัวนำ หรือก็คือสหรัฐฯ จะพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิไตย และมีแนวโน้มในการพัฒนาสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน ก็อาจจะมีนโยบายกดดันทางการค้าหรืออื่น ๆ กับประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง ซึ่งอย่างที่เราพอทราบกันคร่าว ๆ ว่า หลายประเทศในอาเซียนไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางด้านสากลเหล่านี้เท่าใดนัก ถ้ารัฐบาลไบเดนเน้นย้ำและใช้เรื่องนี้เป็นข้อสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นหลักแล้ว ส่วนหนึ่งก็เหมือนเป็นการกดดันประเทศอาเซียนบางประเทศที่ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และจีนที่สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตโดยไม่สนใจกิจการภายในของประเทศคู่ค้า ก็จะใช้ช่องโหว่ตรงนี้เข้ามาเพิ่มอิทธิพลในอาเซียนต่อไปได้

โจทย์ของการทูตยุคหลังทรัมป์ของประธานาธิบดีคนที่ 46 นี้ คือการเข้าไปฟื้นฟูอิทธิพลของพญาอินทรีในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งผ่านกรอบความร่วมทางการค้า ทางการทหาร ตลอดจนผ่านโครงการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ หลังจาก 4 ปีที่ผ่านมา ปล่อยให้มังกรแดงตัวนี้ผงาดอยู่ในดินแดนเอเชียอาคเนย์อยู่นาน 

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ น่าจะเป็นลางดีสำหรับหลายประเทศในอาเซียน เพราะการทูตของไบเดนมีความแน่นอน และนโยบายที่สอดคล้อง น่าจะตอบโจทย์กับชาติอาเซียนที่ต้องการความมีเสถียรภาพ และไม่ค่อยยินดีกับบรรยากาศทางการทูตที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ของทรัมป์ จนไม่สามารถคาดการณ์อนาคตล่วงหน้า หรือวางยุทธศาสตร์ยาว ๆ ได้เลย เพราะสถานการณ์โลกเล่นเปลี่ยนกันชนิดรายวัน ทั้งนี้ นี่เป็นเพียงการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์หลากหลายสำนัก คาดว่าหลังการเข้ารับตำแหน่งของไบเดน น่าจะได้เห็นความชัดเจนของนโยบายต่างประเทศมากขึ้น

ไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีผู้นำคนไหนเสียใจกับลงจากตำแหน่งของทรัมป์บ้าง หรือว่าพี่จีนเองกำลังเสียดายวีรกรรมของศัตรูตัวฉกาจที่ปะ ฉะ ดะ มานานถึง 4 ปี ก็เป็นได้


อ้างอิง
https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3102411/trump-or-biden-what-will-change-asean-after-us-election
https://asiatimes.com/2020/10/what-a-biden-win-would-mean-for-southeast-asia/
https://thediplomat.com/2020/11/washington-again-revokes-duty-free-access-for-thai-goods/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Social Network Cookies

    ใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม ความสนใจของผู้เข้าชมเว็บไซต์ ลักษณะการเก็บข้อมูลจะมีเพียงแค่ข้อมูลในเชิงของภาพรวมทั้งหมด ตัวเลขจำนวนผู้เข้าชม จำนวนหน้าที่ดูทั้งหมดแต่ละข่าว/บทความ ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรฐานในการเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ทั่วไป รวมไปถึงใช้เพื่อเก็บพฤติกรรมการใช้งาน รวมไปถึงการกดลิ้งก์ต่างๆ การเลือกชมเนื้อหา และแชร์ ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณา ข้อมูลและการยิงโฆษณาจะเกิดขึ้นโดย Modernist Studio เท่านั้น เราไม่มีนโยบายในการส่งต่อกลุ่มเป้าหมายของเราให้กับแบรนด์ เอเจนซี หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ เพื่อกระทำกับกลุ่มเป้าหมายของเราโดยไม่ผ่านการดูแลจากทีมงาน Modernist Studio

บันทึกการตั้งค่า