fbpx

สภาไฟเขียวแก้กม.ทำแท้ง ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ทำแท้งได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

หลังจากมีการบรรจุร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการทำแท้งทั้งจากคณะรัฐมนตรีและจากพรรคก้าวไกลเข้าสู่สภาในปลายปี 2563 เพื่อประชุมลงมติ ล่าสุด ในวันที่ 20 ม.ค. 2564 จากการประชุมสภาผู้แทนราษฏร เรื่องการพิจารณาร่างการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 ว่าด้วยการทำแท้ง ที่ประชุมได้เปิดให้มีการอภิปรายและลงมติรับร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งผลการลงมติครั้งนี้ มีมติเห็นชอบ 276 ต่อ 8 เสียง โดยร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดว่า การทำแท้งยังคงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ผู้ที่ตั้งครรภ์สามารถทำแท้งได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 12 สัปดาห์ 

ก้าวแรกของการแก้ไขกม.ทำแท้งในไทยในรอบ 60 ปี

การแก้ไขกฎหมายการทำแท้งนั้นเริ่มมาจากกรณีของ พญ.ศรีสมัย เชื้อชาติ แพทย์ในเครือข่ายอาสาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย (RSA) ที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีจากการช่วยทำแท้งให้กับผู้หญิง เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้พญ. ศรีสมัยได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2560 ในมาตรา 27, 28 และ 77 ในวันที่ 19 ก.พ. 2563  ศาลรัฐธรรมนูญจึงได้มีคำวินิจฉัย ว่าบทบัญญัติความผิดฐานหญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ตามมาตรา 301 แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้นขัดต่อ มาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าด้วยบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ในส่วนของมาตรา 305 ถึงแม้จะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่ควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับปัจจุบัน โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลบังคับภายใน 360 วัน ต่อมาในวันที่ 3 มี.ค. 2563 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ มาตรา 305 ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์

ร่างกฎหมายที่เสนอโดยครม.นี้ ได้เปลี่ยนการกำหนดโทษให้ต่ำลง จากเดิมคือ มาตรา “301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” โดยให้ยกเลิกข้อความในมาตรา 301 และใช้ข้อความเหล่านี้แทน “มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และเพิ่มเงื่อนไขที่เอื้อให้ผู้หญิงทำแท้งได้โดยไม่ผิดกฎหมายในมาตรา 305 คือ (1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อสุขภาพทางกายหรือจิตใจของหญิงนั้น (2) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากทารกคลอดออกมาจะมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะได้รับผลกระทบจากความผิดปกติทางกายหรือจิตใจถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง (3) หญิงมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ (4) หญิงมีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ 

ร่างกม.พรรคก้าวไกลดันขยายเวลาทำแท้งไม่เกิน 24 สัปดาห์ และใช้คำว่า “บุคคล” แทน “หญิง”

พรรคก้าวไกลเสนอว่าระยะเวลาที่สามารถทำแท้งได้โดยไม่ผิดกฎหมายควรเพิ่มจาก 12 สัปดาห์ เป็น 24 สัปดาห์ โดยพรรคมองว่าการกำหนดระยะเวลา 12 สัปดาห์ อาจนำไปสู่การทำแท้งเถื่อนที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ทำ ซึ่งสาเหตุของการทำแท้งหลัง 12 สัปดาห์นั้นมีทั้งการคุมกำเนิดไม่สำเร็จ การไม่มีเงินเพียงพอในการทำแท้ง และยังเกิดจากปัญหาอื่น ๆ อีก เช่น ฝ่ายหญิงถูกฝ่ายชายทอดทิ้ง ฝ่ายชายติดคุก ตกงานจึงไม่มีเงินสำหรับเลี้ยงลูก ในจุดนี้ กรอบเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาในการทำแท้งของร่างกฎหมายของครม.นั้นจึงไม่เพียงพอ หากพูดถึงในมุมมองของสิทธิและความปลอดภัยของผู้หญิง

นอกจากนี้พรรคก้าวไกลยังได้เสนอให้ใช้คำว่า “บุคคล” แทนคำว่า “หญิง” ในทุกมาตราของบทบัญญัติความผิดฐานทำแท้ง เนื่องจากเห็นถึงความสำคัญในประเด็นความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งคำว่า “บุคคล”นั้นครอบคลุมด้านเพศสภาพมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ชายข้ามเพศตั้งครรภ์ก็สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้เช่นเดียวกับผู้หญิง

มติสภาเห็นชอบร่างกม.ทำแท้ง กมธ.ชี้ ไม่มีการทำแท้งเสรี ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข

การประชุมสภาผู้แทนราษฏร ในวันที่ 20 ม.ค. 2564 พิจารณาร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 301 และ 305 ว่าด้วยการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งใช้ร่างกฎหมายที่ครม.เสนอเป็นหลัก กรรมาธิการให้ความสำคัญในการพิจารณาเรื่องอายุครรภ์ที่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ โดยได้ข้อสรุปว่าอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ และกมธ.ได้ระบุว่าร่างกฎหมายนี้มีเพื่อยุติการตั้งครรภ์แบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่การทำแท้งเสรี

โดยร่างกฎหมายกำหนดเงื่อนไขในการยุติการตั้งครรภ์ที่ถูกกฎหมายไว้ดังนี้ (1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อสุขภาพทางกายหรือจิตใจของหญิงนั้น (2) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากทารกคลอดออกมาจะมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะได้รับใจผลกระทบจากความผิดปกติทางกายหรือจิตใจถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง (3) หญิงมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ (4) หญิงมีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ และ (5) หญิงซึ่งมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ ภายหลังการตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือกจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของแพทยสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เช่น การท้องไม่พร้อม

ผลสรุปที่ประชุมได้มีการลงมติเห็นชอบผ่านร่างกฎหมายทั้งฉบับด้วยคะแนน 276 ต่อ 8 งดออกเสียง 54 เสียง ในขั้นตอนต่อไป ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งร่างกฎหมายให้กับวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป เมื่อผ่านการพิจารณาแล้วจึงมีผลบังคับใช้ผ่านประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 12 ก.พ. 2564 

การที่สภามีมติเห็นชอบต่อร่างกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของไทย โดยเฉพาะสิทธิเหนือร่างกายของผู้หญิง ซึ่งทั้งภาคประชาสังคมและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ต่อสู้เพื่อผลักดันประเด็นนี้มาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตามเรายังคงต้องติดตามขั้นตอนการพิจารณากฎหมายการทำแท้งนี้กันต่อไป ว่าจะผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภาและมีการประกาศบังคับใช้หรือไม่


อ้างอิง
https://ilaw.or.th/node/5803
https://www.komchadluek.net/news/regional/455835
https://voicetv.co.th/read/h-R3YmwYZ
https://thematter.co/brief/133525/133525
https://thematter.co/social/politics/what-mp-think-about-abortion-law/133560
https://www.thaipost.net/main/detail/87810


เรื่อง : คณิตพรณ์ เถาทอง | Junior News Re-writer

Follow Us

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Social Network Cookies

    ใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม ความสนใจของผู้เข้าชมเว็บไซต์ ลักษณะการเก็บข้อมูลจะมีเพียงแค่ข้อมูลในเชิงของภาพรวมทั้งหมด ตัวเลขจำนวนผู้เข้าชม จำนวนหน้าที่ดูทั้งหมดแต่ละข่าว/บทความ ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรฐานในการเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ทั่วไป รวมไปถึงใช้เพื่อเก็บพฤติกรรมการใช้งาน รวมไปถึงการกดลิ้งก์ต่างๆ การเลือกชมเนื้อหา และแชร์ ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณา ข้อมูลและการยิงโฆษณาจะเกิดขึ้นโดย Modernist Company เท่านั้น เราไม่มีนโยบายในการส่งต่อกลุ่มเป้าหมายของเราให้กับแบรนด์ เอเจนซี หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ เพื่อกระทำกับกลุ่มเป้าหมายของเราโดยไม่ผ่านการดูแลจากทีมงาน Modernist Company

บันทึกการตั้งค่า