fbpx

ย้อนจุดเริ่มต้น กลุ่มทุนญี่ปุ่น ลุยตลาดค้าปลีกในไทย

ห้างสรรพสินค้า คือสถานที่จำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคและบริโภค เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภค โดยห้างสรรพสินค้าที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยกับมันมานาน คงหนีไม่พ้นห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล,  โรบินสัน, The Mall ฯลฯ และห้างสรรพสินค้าในรูปแบบค้าปลีก Big C และ Lotus เป็นต้น

แต่คุณทราบหรือไม่ว่า มีกลุ่มทุนค้าปลีกจากหลาย ๆ ประเทศ ก็สนใจที่จะเข้ามาลงสนามค้าปลีกในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กลุ่มทุนค้าปลีกต่างชาติสนใจลงทุนไม่แพ้กัน แต่ที่เห็นเป็นประจักษ์ชัดมากที่สุดก็คือ กลุ่มทุนค้าปลีกที่มาจากดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่างญี่ปุ่นนั่นเอง

ห้างสรรพสินค้าจากต่างชาติแห่งแรกที่ลงทุนในประเทศไทย คือห้างสรรพสินค้าไดมารู หรือชื่อในไทยว่า ไทยไดมารู ซึ่งก่อตั้งที่ ถ.ราชประสงค์ เป็นชุมชนที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่ด้วย เป็นห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในไทยที่ใช้บันไดเลื่อนไฟฟ้า และใช้ระบบเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร เพื่อมอบความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคในยุคนั้น 

ต่อมาในยุค 80 ที่มีการลงทุนธุรกิจต่าง ๆ จากต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยกิจการห้างสรรพสินค้าจากญี่ปุ่นที่เดิมมีแค่ไดมารู กลับกลายเป็นว่า มีหลายบริษัทสรรพสินค้าจากญี่ปุ่นสนใจที่จะลงทุนธุรกิจในไทยมากขึ้นด้วย ทำให้เกิดคู่แข่งที่มากขึ้นทั้งฝั่งไทยและฝั่งเทศ โดยบริษัทจากญี่ปุ่นที่มานั้น มีโซโก้ จัสโก้ โตคิว อิเซตัน เยาฮัน ตามลำดับ

เมื่อเข้าสู่ยุคสภาวะวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ทำให้สภาวะเศรษฐกิจถึงขั้นดิ่งลงสุด เป็นวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในประเทศไทย และก่อผลกระทบต่อนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

ห้างค้าปลีกทั้งจากไทย และจากต่างแดน ต่างสาหัสสากรรจ์อยู่พอสมควร เมื่อไม่สามารถดำเนินการฟื้นฟูกิจการให้อยู่รอดต่อไปได้ ก็จำเป็นต้องยุติกิจการลง ถ้าหากเป็นธุรกิจจากต่างประเทศก็ต้องถอนสัญญา ปิดกิจการลง และก็ต้องโบกมือลาบริษัทที่ร่วมถือไปอย่างอาลัย

เยาฮันและไทยไดมารูถือเป็นหนึ่งในบริษัทญี่ปุ่น ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้เช่นกัน จึงทำให้ต้องโบกมือลาจากประเทศไทยไปอย่างน่าเสียดาย โดยไทยไดมารูย้ายมาอยู่ภายในเสรีเซ็นเตอร์ เป็นที่สุดท้าย ก่อนปิดกิจการลงในปี 2543

ต่อมาในปี 2561 ทาคาชิมายะและดองกิโฮเต้ ได้เข้ามาลงทุนกิจการสรรพสินค้าในประเทศไทย โดยสยามทาคาชิมายะเปิดสาขาแรกที่ไอคอนสยาม ส่วนดองกิโฮเต้ หรือในนาม ดอง ดอง ดองกิ นั้น ได้เปิดทำการสาขาแรกที่ทองหล่อ โดยเป็นห้างสรรพสินค้าแบบ Stand Alone แห่งแรกของดองกิในประเทศไทย

ในปี 2563 หลังฉลองปีใหม่ได้ไม่นาน วิกฤตโรคร้ายก็ตามมา การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ COVID-19 ทำให้สภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกต้องหยุดชะงักลง รวมถึงระบบเศรษฐกิจในประเทศไทยด้วย

ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ก็ถึงเวลาที่อิเซตันจะต้องโบกมือลาประเทศไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากที่หมดสัญญาเช่าในปีนี้ รวมถึงการตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญาเช่าพื้นที่ของเซ็นทรัลเวิลด์

และเมื่อ 31 มกราคม 2564 โตคิวสาขาแรกและสาขาเดียวในประเทศไทยที่เหลือในปัจจุบัน ก็ต้องโบกมือลากลับไปอีกราย จากการดำเนินงานที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และจำนวนนักท่องเทียวที่น้อยลงเรื่อยๆ

ถ้านับจากในปี 2564 นี้ ห้างค้าปลีกจากญี่ปุ่นที่เหลือในปัจจุบันก็คงจะเหลือเพียงแค่ จัสโก้ที่ปัจจุบันเป็นแม็กซ์แวลูแล้ว และสองน้องใหม่อย่างสยามทาคาชิมายะและดองกิ

หลายๆ สิ่งที่เราพบเจอ คุ้นเคย และรู้จักกันมานานนั้น อาจจะจางหายไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่จะยังคงอยู่กับเราไว้นั้น คือความทรงจำและสิ่งที่เหลืออยู่ในปัจจุบันที่ยังคงดำเนินต่อไป

จนกว่าเราจะพบกันใหม่ Sayonara…


เรื่อง: กฤษดา บุญโชติ | Content Creator

ภาพจาก Facebook Bangkok Tokyu Department Store

Follow Us

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Social Network Cookies

    ใช้เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม ความสนใจของผู้เข้าชมเว็บไซต์ ลักษณะการเก็บข้อมูลจะมีเพียงแค่ข้อมูลในเชิงของภาพรวมทั้งหมด ตัวเลขจำนวนผู้เข้าชม จำนวนหน้าที่ดูทั้งหมดแต่ละข่าว/บทความ ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรฐานในการเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ทั่วไป รวมไปถึงใช้เพื่อเก็บพฤติกรรมการใช้งาน รวมไปถึงการกดลิ้งก์ต่างๆ การเลือกชมเนื้อหา และแชร์ ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณา ข้อมูลและการยิงโฆษณาจะเกิดขึ้นโดย Modernist Company เท่านั้น เราไม่มีนโยบายในการส่งต่อกลุ่มเป้าหมายของเราให้กับแบรนด์ เอเจนซี หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ เพื่อกระทำกับกลุ่มเป้าหมายของเราโดยไม่ผ่านการดูแลจากทีมงาน Modernist Company

บันทึกการตั้งค่า